โรคที่เกิดจากการทำงาน มีตั้งแต่กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม โรคเครียด แต่ยังครอบคลุมถึงโรคเรื้อรังสำคัญ เช่น CVS, ไมเกรน, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงความเสี่ยงจากสารเคมีในสภาพแวดล้อมที่ทำงาน การป้องกันทำได้ด้วยการรู้ทันโรคที่พบบ่อย พร้อมปรับสภาพแวดล้อมการทำงานตามหลัก Ergonomics รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และสร้างวินัยการใช้ชีวิตที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นโรคร้ายแรง
Table of Content
● 10 โรคที่เกิดจากการทำงานมีอะไรบ้าง ? ที่ควรรู้ก่อนสาย
○ 1. โรคออฟฟิศซินโดรม
○ 2. โรค CVS (Computer Vision Syndrome)
○ 3. โรคเครียด
○ 4. โรคไมเกรน
○ 5. ความดันโลหิตสูง
○ 6. โรคหัวใจ
○ 7. โรคอ้วน
○ 8. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
○ 9. โรคปลอกประสาทอักเสบ
○ 10. โรคจากสารเคมีและสภาพแวดล้อมทำงาน
● วิธีป้องกันโรคจากการทำงานก่อนจะกลายเป็นโรคร้ายแรง
○ จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสม
○ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
○ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ
○ ส่งเสริมสุขภาพด้วยพฤติกรรมที่ดี
● คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการทำงาน (FAQs)
○ Q : โรคจากงานหนักเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
○ Q : ใครเสี่ยงเป็นโรคจากการทำงานมากที่สุด ?
○ Q : หากดูแลสุขภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องมีประกันสุขภาพหรือไม่ ?
หลายคนทุ่มเทให้กับงานจนแทบไม่มีเวลาดูแลสุขภาพของตัวเอง ทั้งทำงานล่วงเวลา พักผ่อนน้อย หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียดและมลภาวะล้อมรอบ โดยไม่ตระหนักเลยว่าสิ่งเหล ่านี้คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคที่เกิดจากการทำงาน และอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของเรา
โรคจากการทำงานไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ สะสมและแสดงอาการในระยะยาว หลายโรคเริ่มจากอาการเล็กน้อย ก่อนจะพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การรู้เท่าทันโรคเหล่านี้จึงเป็นก้าวแรกของการป้องกันอย่างยั่งยืน
10 โรคที่เกิดจากการทำงานมีอะไรบ้าง ? ที่ควรรู้ก่อนสาย
สาเหตุของโรคจากการทำงานมีอยู่ด้วยกันหลากหลาย ทั้งเกิดจากความเครียด พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ รวมไปถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรืออยู่ในอิริยาบถเดิมซ้ำ ๆ ซึ่งโรคที่มักเกิดขึ้นกับคนทำงานมีดังนี้
1. โรคออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรม เข้าวินมาเป็นอันดับ 1 ของโรคเกี ่ยวกับการทำงานออฟฟิศที่หลายคนต้องเผชิญ โดยอาการหลัก ๆ คือ ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานในท่าทางที่ไม่เหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อคอ ไหล่ และหลัง ต้องแบกรับน้ำหนักและเกิดความตึงเกร็งสะสมจนอักเสบ หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อกระดูกสันหลัง หรือเกิดอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้
2. โรค CVS (Computer Vision Syndrome)
อีกหนึ่งโรคที่มักพบได้กับคนที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ โดยมีอาการสายตาพร่า แสบตา ปวดตา และตาแห้ง ซึ่งเกิดจากการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนติดต่อกันเกิน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน แสงสีฟ้าและการกะพริบตาที่น้อยลงขณะจ้องจอ ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักเกินไป จนเสี่ยงต่อภาวะจอประสาทตาเสื่อมในอนาคต
3. โรคเครียด
ความกดดันจากภาระงาน เดดไลน์ที่กระชั้นชิด หรือสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่เป็นมิตร ก่อให้เกิดความเครียดสะสม โรคเครียดไม่ได้ส่งผลเพียงแค่จิตใจที่หม่นหมองเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยรวม เช่น ทำให้นอนไม่หลับ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ และภูมิคุ้มกันต่ำลง
4. โรคไมเกรน
อาการปวดหัวข้างเดียวอย่างรุนแรงแบบตุ๊บ ๆ มักเป็นโรคคู่ใจของคนวัยทำงาน โดยมักจะกำเริบเมื่อมีความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการต้องทำงานท่ามกลางแสงจ้าจากหน้าจอ หรือเสียงดังรบกวน ซึ่งหากเป็นบ่อย ๆ จะลดทอนประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก
5. ความดันโลหิตสูง
สำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน ที่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ เครียด และความกดดันในที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเวลาในการพักผ่อน หรือมีอาการนอน ไม่หลับ มักเสี่ยงที่จะมีค่าความดันสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหากปล่อยไว้อาจเสี่ยงเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจ
6. โรคหัวใจขาดเลือด
ความเครียดจากการทำงานหนักร่วมกับการพักผ่อนที่น้อยเกินไป และพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารที่มีไขมันสูงหรือโซเดียมสูง เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้เร็วขึ้น
7. โรคอ้วน
พฤติกรรมการทำงานที่นั่งอยู่กับที่ทั้งวัน บวกกับขาดการออกกำลังกาย และความสะดวกในการสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดมารับประทานที่โต๊ะทำงาน ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็น จนเกิดการสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน กลายเป็นโรคอ้วน และนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานและไขมันในเ ลือดสูงตามมา
8. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ส่วนคนที่ชอบกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเพราะงานยุ่งมาก ประชุมลากยาว หรือติดพันกับการทำงานจนไม่อยากลุกไปไหน การกักเก็บปัสสาวะไว้นานเกินไปจะทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตจนเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หากอักเสบรุนแรงอาจลามไปถึงกรวยไตได้
9. โรคปลอกประสาทอักเสบ
แม้จะเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมโดยตรง แต่พบมากในหญิงวัยทำงานที่อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี ที่มีความเครียดสะสม หรือทำงานหนัก โดยอาการที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนก็จะมีทั้ง อาการชาตามแขนขา อ่อนแรง เหนื่อยง่าย หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว ซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
10. โรคจากสารเคมีและสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน
สำหรับสายงานที่ต้องคลุกคลีกับโรงงาน ไซต์งานก่อสร้าง หรือห้องแล็บ ความเสี่ยงจะมาจากสารเคมีและฝุ่นละออง เช่น พิษตะกั่ว สารหนู รวมถึงโรคแอสเบสโตสิส (Asbestosis) ที่เกิดจากการสูดดมฝุ่นแร่ใยหินสะสมในปอด ซึ่งโรคเหล่านี้อาจใช้เวลาสะสมหลายปี ก่อนจะแสดงอาการรุนแรงในที่สุด
วิธีป้องกันโรคที่เกิดจากการทำงานก่อนจะกลายเป็นโรคร้ายแรง
หากต้องการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกิดจากการทำงาน สามารถนำวิธีหล่านี้ไปปรับใช้ได้
จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสม
สิ่งแรกที่ควรทำ คือการใช้หลัก Ergonomics หรือ การยศาสตร์ มาปรับใช้ในที่ทำงาน เช่น การปรับระดับความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ให้พอดีกับสรีระ หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายต า หากทำงานในโรงงาน ต้องมีการควบคุมเสียงดัง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นและสารเคมี รวมถึงปรับอุณหภูมิในที่ทำงานให้พอเหมาะ เพื่อลดความเครียดทางร่างกาย
ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจสุขภาพประจำปี ช่วยให้เห็นสัญญาณเตือนของโรค เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด หรือค่าความดันที่เริ่มผิดปกติ นอกจากนี้ ควรตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน (Pre-employment check-up) และตรวจคัดกรองตามความเสี่ยงเฉพาะสายงาน สำหรับผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือไซต์งานก่อสร้าง และสถานที่เสี่ยงภัย ควรมีการตรวจสมรรถภาพการได้ยินหรือการทำงานของปอดร่วมด้วย
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ
สำหรับคนที่ต้องทำงานพบปะผู้คนจำนวนมาก หรือทำงานในสายบริการและสาธารณสุข การฉีดวัคซีนป้องกัน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนตับอักเสบ หรือวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดในที่ทำงานได้
ส่งเสริมสุขภาพด้วยพฤติกรรมที่ดี
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสร้างวินัยดี ๆ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้เช่นกัน โดยควรปฏิบัติตัวดังนี้
● พักสายตา ใช้กฎ 20-20-20 คือในทุก 20 นาที ให้พักสายตา โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
● ออกกำลังกาย พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ
● รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการสั่งฟาสต์ฟูดที่เต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและกากใย
● พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงคือการซ่อมแซมร่างกายที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม โรคจากการทำงานอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้คุณจะดูแลตัวเองดีแค่ไหนก็ตาม การมีประกันสุขภาพไว้รองรับค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายหนัก ๆ หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมาจริง ๆ เลือกทำประกันสุขภาพ ผ่านช่องทางออนไลน์กับพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต เพื่อให้คุณทำงานได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจมากขึ้นในทุกวัน
สนใจซื้อประกันออนไลน์กับพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต คลิกเลย
หมายเหตุ
● ความคุ้มครองขึ้นกับแผนประกันภัยที่เลือก
● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด
● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ข้อมูลอ้างอิง
โรคจากการทำงาน เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย
โรคจากการทำงาน ที่พบบ่อย ป้องกันได้ไหม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการทำงาน (FAQs)
Q : โรคจากงานหนักเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
A : โรคที่เกิดจากการทำงานไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นผลมาจากการสะสมของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และแสดงอาการในระยะยาว สาเหตุหลักมาจากความเครียดสะสม ภาระงานหนัก พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น พักผ่อนน้อย ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ การนั่งทำงานในท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน รวมถึงการสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น สารเคมี ฝุ่นละออง หรือเสียงดัง
Q : ใครเสี่ยงเป็นโรคจากการทำงานมากที่สุด ?
A : กลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคจากการทำงานมากที่สุดคือ กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มดังนี้
Q : หากดูแลสุขภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องมีประกันสุขภาพหรือไม่ ?
A : แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่โรคจากการทำงานก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เนื่องจากหลายปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก การมีประกันสุขภาพจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันทางการเงินสำคัญ ที่ช่วยรองรับภาระค่ารักษาพยาบาลหนัก ๆ ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด หรือโรคจากการทำงานพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจมากขึ้น