Date  
7th September 2026

Key Takeaways

 

การจ่ายเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพเพื่อคุ้มครองบุตร ไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพ่อแม่ได้ เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีหมวดนี้ให้สิทธิเฉพาะการทำประกันให้ตนเอง คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หรือบิดามารดาเท่านั้น แต่แม้ว่าจะนำค่าประกันลูกมาลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่พ่อแม่ยังสามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนบุตรตามกฎหมายได้ 30,000 บาทต่อปี และ 60,000 บาทสำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ทั้งนี้ การมีประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้ลูกยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน และช่วยรับมือกับค่ารักษาพยาบาลที่คาดเดาไม่ได้ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

Table of Content

● ประกันชีวิตและประกันสุขภาพลูก ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ?

● ประกันประเภทใดที่พ่อแม่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ?

● ตารางเปรียบเทียบสิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพสำหรับพ่อแม่

● หากลดหย่อนไม่ได้ แล้วควรซื้อประกันลูกไหม และเลือกแบบไหนดี ?

● การวางแผนความมั่นคงที่ครอบคลุมสำหรับครอบครัว

● คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันชีวิตและสุขภาพของลูกนำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม (FAQs)

 

การเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนให้เติบโตอย่างแข็งแรง ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพที่เด็กเล็กมักเจ็บป่วยได้ง่ายจากโรคระบาดตามฤดูกาล ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุกปีทำให้พ่อแม่หลายคนตัดสินใจทำประกันสุขภาพให้ลูกเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน แต่เมื่อถึงฤดูกาลยื่นภาษี คำถามยอดฮิตที่มักตามมาคือ "ค่าเบี้ยประกันฯ ลูก ใช้ลดหย่อนภาษีได้ไหม" ดังนั้น การทำความเข้าใจเงื่อนไขของกรมสรรพากรอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครบถ้วนและไม่พลาดสิทธิที่ควรได้รับ

  

ประกันชีวิตและประกันสุขภาพลูก ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ?

   

หากอ้างอิงตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร คำตอบที่ชัดเจนคือ ไม่ได้

เบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพที่พ่อแม่จ่ายเพื่อซื้อความคุ้มครองให้บุตร ไม่สามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพ่อแม่ได้ เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีหมวดประกันสุขภาพและประกันชีวิต จะให้สิทธิเฉพาะการทำประกันให้ตนเอง คู่สมรส หรือบิดามารดาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถนำค่าเบี้ยฯ มาลดหย่อนภาษีได้ แต่พ่อแม่ยังคงมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อนบุตรตามกฎหมาย ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาทต่อปี และเพิ่มเป็น 60,000 บาทสำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร

 

ประกันประเภทใดที่พ่อแม่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ?

  

เพื่อการวางแผนภาษีด้วยการทำประกันที่สมบูรณ์แบบ นอกเหนือจากการใช้สิทธิลดหย่อนบุตร พ่อแม่สามารถบริหารจัดการภาษีผ่านการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพในรูปแบบอื่นที่กรมสรรพากรรองรับ ดังนี้

 

● ประกันสุขภาพของตนเอง สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

● ประกันชีวิตของตนเอง สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันสุขภาพของตนเองแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

● ประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้ หรือบิดามารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี โดยบิดามารดาต้องมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

● ประกันชีวิตคู่สมรส ลดหย่อนได้สูงสุด 10,000 บาทต่อปี กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

   

ตารางเปรียบเทียบสิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพสำหรับพ่อแม่

 

ประเภทการทำประกันสิทธิการลดหย่อนภาษี (บาท/ปี)เงื่อนไขสำคัญที่ควรทราบ
ประกันชีวิต/สุขภาพบุตรไม่ได้สิทธิลดหย่อนใช้สิทธิลดหย่อนบุตรแทน โดยบุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ ปี 2561 หักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท 
ประกันชีวิตตนเองสูงสุดไม่เกิน 100,000ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
ประกันสุขภาพตนเองสูงสุดไม่เกิน 25,000เมื่อรวมกับประกันชีวิตตนเองต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
ประกันสุขภาพบิดามารดาสูงสุดไม่เกิน 15,000บิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี
ประกันชีวิตคู่สมรสสูงสุด 10,000คู่สมรสต้องไม่มีรายได้

   *เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด

  

 

หากลดหย่อนไม่ได้ แล้วควรซื้อประกันลูกไหม และเลือกแบบไหนดี ?

 

แม้จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่การทำประกันให้ลูกยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง การมีประกันภัยจะช่วยป้องกันไม่ให้เงินเก็บของครอบครัวสูญไปกับค่ารักษาพยาบาลที่คาดเดาไม่ได้

 

แนวทางการเลือกซื้อประกันภัยให้ลูก

 

● ประกันชีวิตและสุขภาพเด็ก จ่ายค่ารักษาพยาบาล (IPD/OPD) ครอบคลุมค่าห้อง ค่ายา ค่าหมอ เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการคุมค่าใช้จ่ายเมื่อลูกป่วยหนักหรือต้องแอดมิต

● ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) คุ้มครองค่ารักษาจากการบาดเจ็บ หกล้ม อุบัติเหตุทั่วไปเบิกได้ตามวงเงิน เหมาะสำหรับเด็กวัยกำลังซนที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นประจำ

● ประกันชีวิต (เน้นไปที่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์) เน้นการออมเงินระยะยาวเพื่อเป็นทุนการศึกษา มีเงินก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญา เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการสร้างวินัยการออมเพื่ออนาคต โดยควรวางแผนจำนวนเอาประกันภัยให้สอดคล้องกับงบประมาณและเป้าหมาย

 

ทริกการเลือกซื้อให้คุ้มค่า

  

● เน้นความจำเป็นก่อน หากมีงบประมาณจำกัด ควรให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพเป็นอันดับแรก

● อิงตามการใช้งานจริง พิจารณาค่าห้องและค่ารักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับอัตราค่าบริการของโรงพยาบาลที่ใช้บริการประจำ

● ปรับลดค่าเบี้ยฯ หากเบี้ยฯ สูงเกินไป อาจพิจารณาแผนที่มีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) เพื่อช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัย

● ตรวจสอบเงื่อนไข รายละเอียดความคุ้มครองทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก

  

การวางแผนความมั่นคงที่ครอบคลุมสำหรับครอบครัว

  

การวางแผนการเงินสำหรับครอบครัวเป็นเรื่องที่ต้องมองให้รอบด้าน แม้ประกันชีวิตและสุขภาพของลูกจะไม่ได้ช่วยเรื่องภาษี แต่ก็มอบความอุ่นใจเมื่อภัยสุขภาพมาเยือน ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวก็ต้องไม่ลืมสร้างเกราะป้องกันให้ตนเอง ควบคู่ไปกับการบริหารภาษีอย่างชาญฉลาด

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกเพื่อสร้างความมั่นคงให้ชีวิตและสุขภาพ พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต พร้อมนำเสนอแผนที่ตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็ว คุ้มครองครอบคลุม หรือการซื้อประกันชีวิตเพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้คนข้างหลังและรับสิทธิลดหย่อนภาษีเต็มอัตรา ศึกษารายละเอียดและเลือกแผนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณและครอบครัวได้เลย

  

เลือกซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพออนไลน์จากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ลดความเสี่ยงทางการเงิน

  

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันชีวิตและสุขภาพของลูกนำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม (FAQs)

 

Q: ทำประกันสะสมทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ?

A: หากกรมธรรม์ประกันสะสมทรัพย์นั้นระบุชื่อ "ลูก" เป็นผู้เอาประกันภัย จะไม่สามารถนำเบี้ยฯ มาลดหย่อนภาษีได้ แต่หากต้องการออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกพร้อมกับได้สิทธิลดหย่อนภาษีไปในตัว แนะนำให้พ่อหรือแม่ทำประกันสะสมทรัพย์ในชื่อของตนเอง (เป็นผู้เอาประกัน) แล้วระบุชื่อลูกเป็นผู้รับผลประโยชน์แทน วิธีนี้จะทำให้สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตมาลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ เมื่อครบกำหนดสัญญาก็สามารถนำเงินก้อนไปใช้เป็นทุนการศึกษาได้

  

Q: ซื้อประกันให้ลูก แต่มีซื้อสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองผู้ชำระเบี้ย (พ่อ/แม่) เอาไว้ด้วย เบี้ยประกันภัยส่วนนี้จะสามารถนำมาลดหย่อนได้หรือไม่ ?

A: ไม่ได้ แม้จะเป็นสัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มครองตัวผู้ชำระเบี้ยฯ ซึ่งก็คือพ่อหรือแม่ แต่เนื่องจากสัญญาหลักของกรมธรรม์ฉบับนั้นระบุชื่อผู้เอาประกันเป็นบุตร กรมสรรพากรจึงไม่อนุญาตให้นำเบี้ยฯ ในส่วนนี้มาหักลดหย่อนภาษีได้

 

Q: เมื่อลูกโตขึ้นและเริ่มทำงาน กรมธรรม์ที่พ่อแม่เคยทำให้ตั้งแต่เด็ก ลูกสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเองได้หรือไม่ ?

A: สามารถทำได้ หากลูกมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และมีการแจ้งเปลี่ยนสถานะให้ลูกเป็นผู้ชำระเบี้ยฯ ด้วยตนเอง ลูกจะสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตหรือเบี้ยประกันสุขภาพจากกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวไปใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีของตนเองได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

 

Q: มีสิทธิลดหย่อนภาษีอื่นใดอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการดูแลคนในครอบครัว ?

A: นอกจากค่าลดหย่อนบุตรแล้ว หากบิดามารดาของพ่อหรือแม่มีอายุตั้งแต่อายุครบ 60-85 ปี (หรือเกิน 60 ปีขึ้นไป) และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี พ่อแม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้คนละ 30,000 บาท รวมถึงสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดามาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

 

Q: ลูกมีประกันอุบัติเหตุ (PA) จากโรงเรียนอยู่แล้ว พ่อแม่ควรซื้อประกันสุขภาพเด็กเพิ่มเติมหรือไม่ ?

A: ควรพิจารณาซื้อเพิ่มเติม เนื่องจากประกันจากโรงเรียนมักครอบคลุมเฉพาะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุและมีวงเงินจำกัด ไม่ครอบคลุมถึงค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วไป โรคระบาด หรือโรคติดต่อในเด็ก เช่น RSV, ไข้เลือดออก, โรคมือเท้าปาก การมีประกันชีวิตและสุขภาพเพิ่มเติมจะช่วยปิดช่องโหว่และแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลได้อย่างครอบคลุมกว่า ซึ่งผลประโยชน์จะขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก