Date  
15th December 2025

Key takeaway

จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสมสามารถประเมินได้จากรายได้ต่อปี หนี้สิน ค่าใช้จ่ายของครอบครัว และเป้าหมายทางการเงิน โดยทั่วไปมักอยู่ที่ 10 - 20 เท่าของรายได้ต่อปี โดยมีทั้งสูตรคำนวณอย่างการคิด 10 เท่าของรายได้, DIME Model และ Human Life Value เพื่อกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แม่นยำขึ้น ทั้งนี้ การเลือกแผนประกันภัยให้คุ้มค่าควรพิจารณาจากค่าเบี้ยฯ คงที่ ความคุ้มครองยาวนาน สามารถซื้อผ่านทางออนไลน์ได้ และมีการปรับแผนความคุ้มครองได้ยืดหยุ่น เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความต้องการของแต่ละช่วงอายุ

 

Table of Content

● ควรซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ดี ?

● ปัจจัยที่ใช้คำนวณจำนวนเงินเอาประกันชีวิตภัย

    ○ 1. รายได้ต่อปี

    ○ 2. ภาระหนี้ที่ต้องรับผิดชอบ

    ○ 3. จำนวนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล

    ○ 4. ค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อเดือน

    ○ 5. เป้าหมายทางการเงิน

● สูตรคำนวณจำนวนเงินเอาประกันภัย

    ○ 1. สูตร 10 เท่ารายได้

    ○ 2. สูตร DIME Model

    ○ 3. Human Life Value

● จำนวนเงินเอาประกันภัยที่แนะนำตามช่วงอายุ

● วิธีเลือกแบบประกันชีวิตให้คุ้มกับงบประมาณ

    ○ 1. เบี้ยฯ คงที่ จ่ายไม่หนัก

    ○ 2. คุ้มครองระยะยาว

    ○ 3. ทำออนไลน์ได้

    ○ 4. เลือกความคุ้มครองได้ยืดหยุ่น

● วางแผนให้รอบคอบก่อนซื้อประกันชีวิตออนไลน์ !

● คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกทำประกันชีวิต (FAQs)

    ○ Q : ประกันชีวิตเทียบกับเงินออม แบบไหนคุ้มกว่าในระยะยาว ?

    ○ Q : ถ้ามีหนี้บ้านหรือหนี้รถ ควรซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ ?

    ○ Q : มีลูกแล้วต้องเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัยไหม ?

    ○ Q : ถ้าเบี้ยประกันชีวิตสูงเกินไป ควรลดความคุ้มครอง หรือลดระยะเวลาในการคุ้มครอง ?

  

การซื้อประกันชีวิตเป็นหนึ่งในวิธีปกป้องครอบครัวและวางแผนการเงินที่สำคัญที่สุด แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือไม่รู้ว่าควรทำประกันชีวิตเท่าไหร่ดี ซื้อเยอะไปก็สิ้นเปลือง ซื้อไม่พอก็อาจคุ้มครองไม่เพียงพอเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน บทความนี้จะพามาสรุปวิธีคิดจำนวนเงินเอาประกันภัยแบบง่าย ใช้ได้กับคนทุกวัยและทุกอาชีพ !

  

ควรซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ดี ?

 

โดยทั่วไป จำนวนเงินเอาประกันภัยที่ “เหมาะสม” มักจะอยู่ที่ 10 - 20 เท่าของรายได้ต่อปี หรืออาจคำนวณจากภาระทางการเงินที่ต้องการให้บริษัทประกันภัยเข้ามาช่วยดูแลแทนเมื่อคุณจากไป ซึ่งประกอบด้วย

● ภาระหนี้สิน ที่ยังคงเหลือและจำเป็นต้องปิดแทน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์

● ค่าใช้จ่ายของครอบครัว ที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 - 10 ปี

● ค่าเลี้ยงดูลูก รวมถึงค่าเล่าเรียนจนกระทั่งลูกเรียนจบปริญญาตรี หรือสามารถดูแลตัวเองได้

 

การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อีกต่อไป จำนวนเงินเอาประกันภัยควรเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เพียงพอในการทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปและลดภาระทางการเงินให้กับคนที่คุณรัก

 

ปัจจัยที่ใช้คำนวณจำนวนเงินเอาประกันภัย

 

หากต้องการรู้ว่า การทำประกันชีวิตต้องคำนวณจากอะไรบ้างเพื่อให้ได้เบี้ยประกันชีวิตควรซื้อเท่าไหร่ดี ? เราได้สรุปวิธีคิดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามภาระหนี้สินและรายได้ พร้อมสูตรในการคิดคำนวณ เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่คุ้มค่าสูงสุด และใกล้เคียงกับความต้องการที่แท้จริงมากที่สุด โดยควรพิจารณาปัจจัยหลัก 5 ข้อต่อไปนี้

 

1. รายได้ต่อปี

 

รายได้คือฐานสำคัญที่สุดของการคุ้มครอง เพราะรายได้คือสิ่งที่หายไปเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ซึ่งโดยทั่วไปมักแนะนำให้มีจำนวนเงินเอาประกันภัยประมาณ 10-20 เท่าของรายได้ต่อปี เพื่อให้ครอบครัวมีเงินก้อนเพียงพอที่จะปรับตัวและรักษาระดับคุณภาพชีวิตเดิมไว้ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น หากมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน นั่นหมายความว่า ความคุ้มครองควรอยู่ที่ 600,000 บาทต่อปี ดังนั้น จึงควรดูด้วยว่าความคุ้มครองที่มีอยู่นี้จะเพียงพอสำหรับการชดเชยรายได้ตามจำนวนปีที่ครอบครัวต้องการ

 

2. ภาระหนี้ที่ต้องรับผิดชอบ

 

หลายคนสงสัยว่ามีหนี้ควรทำประกันชีวิตเท่าไหร่ ? เพราะภาระหนี้สินเหล่านี้มักจะตกเป็นภาระหนักของครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบต่อไปหากผู้ทำประกันชีวิตจากไปก่อน แนะนำให้เลือกความคุ้มครองที่ครอบคลุมหนี้ทั้งหมด เช่น หนี้บ้าน 2 ล้าน หนี้รถ 500,000 บาท อย่างน้อยต้องมีความคุ้มครอง 2.5 ล้านเพื่อให้ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์สิน หรือต้องแบกรับภาระผ่อนชำระที่อาจสูงเกินกำลัง

 

3. จำนวนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล

 

จำนวนของสมาชิกในครอบครัวมีผลโดยตรงต่อความต้องการจำนวนเงินเอาประกันภัย เนื่องจากความรับผิดชอบในการดูแลจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนคนที่ต้องพึ่งพารายได้ ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสที่ไม่ได้ทำงาน พ่อแม่สูงอายุที่ต้องดูแล หรือบุตรที่ยังอยู่ในวัยเรียน หากมีคนที่ต้องดูแลจำนวนมากและต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำวันอย่างต่อเนื่อง จำนวนเงินเอาประกันภัยก็จำเป็นต้องสูงตามไปด้วย

 

4. ค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อเดือน

 

นอกเหนือจากการทดแทนรายได้โดยรวมแล้ว การประเมินค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อเดือนของครอบครัวอย่างละเอียดถือเป็นสิ่งจำเป็นในการคำนวณจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะครอบคลุมตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงค่าเบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายเป็นประจำ การคำนวณจะต้องนำค่าใช้จ่ายต่อเดือนมาคูณกับจำนวนเดือน หรือจำนวนปีที่ต้องการให้ทุนประกันภัยเข้ามาช่วยทดแทน เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี เพื่อประเมินจำนวนเงินก้อนที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้ครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปได้โดยไม่สะดุด

 

5. เป้าหมายทางการเงิน

 

ปัจจัยสุดท้าย คือการพิจารณาเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการให้บรรลุตามที่ได้วางแผนไว้แม้ว่าคุณจะไม่อยู่แล้วก็ตาม ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้มักมีผลกระทบในระยะยาว เช่น การสำรองเงินก้อนสำหรับค่าเทอมมหาวิทยาลัยของบุตรจนจบปริญญาตรี หรือการเตรียมเงินไว้สำหรับการดูแลสุขภาพระยะยาวของคู่สมรส

 

สูตรคำนวณจำนวนเงินเอาประกันภัย

 

สามารถใช้สูตรคำนวณที่มักใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อช่วยตัดสินใจว่าเงินเดือนเท่าไหร่ควรซื้อประกันชีวิตวงเงินเท่าไหร่ ?

 

1. สูตร 10 เท่ารายได้

 

เป็นสูตรที่ง่ายที่สุด โดยกำหนดให้จำนวนเงินเอาประกันภัยควรอยู่ที่ 10 เท่าของรายได้ต่อปี

● ตัวอย่าง :

    ○ หากมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน

    ○ รายได้ต่อปีเท่ากับ 30,000 x 12 = 360,000 บาท

    ○ จำนวนเงินเอาประกันภัยที่แนะนำคือ 360,000 x 10 = 3,600,000 บาท (3.6 ล้านบาท)

 

2. สูตร DIME Model

 

เป็นสูตรที่ครอบคลุมภาระทางการเงินส่วนใหญ่ที่คนวัยทำงานมี ซึ่งจะช่วยตอบคำถามว่าถ้ามีลูกควรทำประกันชีวิตวงเงินเท่าไหร่ ? โดยสูตรนี้จะคำนึงถึง

● D = Debt หนี้สินทั้งหมดที่ไม่ใช่หนี้บ้าน

● I = Income รายได้ต่อปีที่ต้องการให้ทดแทน เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี

● M = Mortgage ยอดหนี้บ้านคงเหลือทั้งหมด

● E = Education ค่าเล่าเรียนลูก

 

● ตัวอย่าง :

    ○ หากมีหนี้รถยนต์คงเหลือ 500,000 บาท + หนี้บัตรเครดิต 50,000 บาท จะมี Debt หรือหนี้สินทั้งหมดจะเท่ากับ 550,000 บาท

    ○ หากมีรายได้ต่อปี 720,000 บาทและต้องการทดแทน 10 ปี จะคิด Income ได้เป็น 720,000 x 10 เท่ากับ 7,200,000 บาท

    ○ หากมียอดหนี้บ้านคงเหลือ 3,500,000 บาท จะเท่ากับมี Mortgage 3,500,000 บาท

    ○ หากค่าเล่าเรียนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับลูกจนจบ ป.ตรี 1,500,000 บาท จะเท่ากับมีค่า Education 1,500,000 บาท

    ○ เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน จะได้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสม ดังนี้ 550,000 + 7,200,000 + 3,500,000 + 1,500,000 = 12,750,000 บาท

 

3. Human Life Value (HLV)

   

การคำนวณมูลค่าชีวิตมนุษย์จะซับซ้อนกว่าสูตร 10 เท่าของรายได้ เพราะไม่ได้เพียงแค่นำรายได้ปัจจุบันไปคูณกับจำนวนปีที่เหลือ แต่จะต้องมีการปรับลดมูลค่ารายได้ในอนาคตกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ด้วยหลักการคิดลด (Discounting) เนื่องจากเงินจำนวน 100 บาทในวันนี้มีมูลค่าจะมีมากกว่าเงิน 100 บาทในอนาคต เพราะมีเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและโอกาสในการนำเงินไปลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง HLV จึงถือเป็นวิธีการคำนวณที่แม่นยำที่สุด เพราะเป็นวิธีที่พยายามหาความคุ้มครองที่พอดีที่สุด เพื่อที่จะทดแทนรายได้ที่หายไป โดยคำนึงถึงว่าเงินก้อนนั้นว่าจะสามารถสร้างดอกผลเพิ่มเติมในอนาคตด้วย ทำให้ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองสูงเกินความจำเป็น

  

● ตัวอย่าง :

    ○ หากมีรายได้ 600,000 บาทต่อปี

    ○ ต้องการทดแทน 10 ปี

    ○ แทนที่จะคำนวณ 600,000 x 10 = 6,000,000 บาท เหมือนสูตร 10 เท่าของรายได้ แต่ Human Life Value อาจต้องการความคุ้มครองเพียง 5,500,000 บาท ก็เพียงพอแล้ว

    เพราะส่วนต่าง 500,000 บาทนั้น สามารถสร้างได้จากดอกเบี้ย หรือผลตอบแทน เพียงครอบครัวนำเงิน 5.5 ล้านบาทที่ได้รับไปลงทุนต่ออย่างชาญฉลาด

  

 

จำนวนเงินเอาประกันภัยที่แนะนำตามช่วงอายุ

 

อายุ 30, 40, 50 ควรซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ ? ความต้องการจำนวนเงินเอาประกันภัยมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงชีวิต ภาระหนี้สิน รวมถึงจำนวนคนที่ต้องดูแล โดยอาจสรุปได้ ดังนี้

● อายุ 20 - 29 ภาระน้อย เน้นคุ้มครองยาว แนะนำ 2 - 4 ล้านบาท

● อายุ 30 - 39 ภาระมากขึ้น อาจจะมีลูกและมีหนี้ จึงควรมีความคุ้มครอง 4 - 10 ล้านบาท

● อายุ 40 - 49 รายได้สูงขึ้น ต้องการความมั่นคง แนะนำความคุ้มครอง 6 - 12 ล้านบาท

 

วิธีเลือกแบบประกันชีวิตให้คุ้มกับงบประมาณ

 

หลายคนกังวลว่าเบี้ยประกันชีวิตอาจแพง หรือเกินกำลัง แต่ในความเป็นจริง หากเข้าใจหลักการเลือกแผนประกันภัยให้เหมาะกับความต้องการ ก็สามารถควบคุมงบได้ง่าย ทั้งยังช่วยให้ตอบคำถามว่าเบี้ยประกันชีวิตควรซื้อเท่าไหร่ดีได้ชัดเจนขึ้น โดยสามารถพิจารณาจากแนวทางต่อไปนี้

 

1. เบี้ยฯ คงที่ จ่ายไม่หนัก

 

แผนเบี้ยฯ คงที่ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการวางแผนการเงินระยะยาว เพราะเบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพส่วนใหญ่จะถูกกำหนดราคาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ทำสัญญา ซึ่งหมายความว่าจะต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในราคาเดิมตลอดอายุสัญญา แม้ว่าอายุจะเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงทางสุขภาพมากขึ้นก็ตาม สิ่งนี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นคงในระยะยาว และไม่ต้องกังวลว่าภาระเบี้ยประกันภัยจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ หรือวัยสูงอายุ

 

2. คุ้มครองระยะยาว

 

เหมาะกับผู้ที่มีรายได้มั่นคงและอยาก “ปิดจบ” ค่าเบี้ยฯ ไว เช่น ประกันสะสมทรัพย์ที่จ่ายแค่ระยะเวลาหนึ่ง แต่ให้การคุ้มครองยาวนานถึงอายุครบ 80 - 99 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความเสี่ยงทางการเงินจะถูกส่งผ่านไปยังบริษัทประกันภัยอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นในช่วงอายุใดก็ตาม

 

3. ทำออนไลน์ได้

 

ในยุคดิจิทัล การเลือกซื้อประกันชีวิตที่ทำออนไลน์ได้ ถือเป็นทางเลือกที่สะดวก โดยมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ซื้อได้รวดเร็ว ช่วยให้เห็นตัวเลือกเบี้ยฯ ทันทีจากแผนประกันภัย ทำให้สามารถคำนวณได้ง่ายว่าควรเลือกแบบไหนที่ “เบี้ยฯ ไม่เกินงบ”

 

4. เลือกความคุ้มครองได้ยืดหยุ่น

  

การเลือกความคุ้มครองที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้สามารถปรับจำนวนเงินเอาประกันภัยให้พอดีกับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในอนาคตที่แท้จริงของครอบครัวได้อย่างแม่นยำ ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ได้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินความจำเป็นสำหรับความคุ้มครองที่มากเกินไป หรือซื้อน้อยเกินไปจนไม่สามารถดูแลครอบครัวได้อย่างเพียงพอ

  

วางแผนให้รอบคอบก่อนซื้อประกันชีวิตออนไลน์ !

 

การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงภาระหนี้สิน รายได้ที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว และค่าใช้จ่ายในอนาคตเป็นหลัก การทำความเข้าใจสูตรการคำนวณจะช่วยให้สามารถเลือกซื้อความคุ้มครองที่พอดีและไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินความจำเป็น ถ้าพร้อมแล้วที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ครอบครัว ขอแนะนำให้เลือกซื้อประกันชีวิตออนไลน์ PRULife Care จากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ดูแลคุณด้วยเบี้ยฯ หลักพัน ที่ให้ความคุ้มครองหลักล้าน รับเงินก้อน 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิต หรือ ถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะเจ็บป่วยระยะสุดท้าย*

  

สนใจซื้อประกันออนไลน์กับพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต คลิกเลย

   

*ภาวะเจ็บป่วยระยะสุดท้าย หมายถึง ผลสรุปการวินิจฉัยโรคหรือการป่วยที่เกิดจากโรคต่าง ๆ หรือการบาดเจ็บที่มีความรุนแรงจนไม่สามารถรักษาให้หายได้ และมีลักษณะดังต่อไปนี้ครบทุกข้อ

1. ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้รักษา และแพทย์ไม่มีแผนการรักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับโรคหรือการบาดเจ็บนั้น ๆ อีกต่อไป

2. การรักษามีเพียงบรรเทาอาการปวด หรือการรักษาแบบประคับประคองตามอาการในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต

   

หมายเหตุ

● ความคุ้มครองขึ้นกับแผนประกันภัยที่เลือก

● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

  

ข้อมูลอ้างอิง

How much life insurance do you need? A comprehensive guide

Understanding the Human-Life Approach to Life Insurance

  

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกทำประกันชีวิต (FAQs)

 

Q : ประกันชีวิตเทียบกับเงินออม แบบไหนคุ้มกว่าในระยะยาว ?

A : ประกันชีวิตและเงินออม มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันและไม่สามารถใช้แทนกันได้ โดยเงินออม หรือการลงทุนเน้นที่การสร้างความมั่งคั่งและสภาพคล่องเพื่อใช้ในอนาคตหรือยามฉุกเฉินทั่วไป ในขณะที่ ประกันชีวิต คือเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่เน้นการสร้าง “เงินก้อนขนาดใหญ่” ในทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดสร้างทดแทนได้รวดเร็วเท่า ดังนั้น การวางแผนทางการเงินที่คุ้มค่าในระยะยาวคือการมีทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีทั้งความมั่นคงจากการออมและการลงทุนและความปลอดภัยทางการเงินให้กับครอบครัวเมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุด

 

Q : ถ้ามีหนี้บ้านหรือหนี้รถ ควรซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ ?

A: ควรเลือกทุนประกันภัยที่ครอบคลุมยอดหนี้ทั้งหมด เช่น หนี้บ้าน 2 ล้านและหนี้รถ 5 แสน ควรมีทุนประกันอย่างน้อย 2.5 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระต่อ

 

Q : มีลูกแล้วต้องเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัยไหม ?

A : ควรเพิ่มทุนประกันตามค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนของลูกจนจบการศึกษา เช่น การคำนวณด้วยสูตร DIME Model ที่รวมค่า Education เข้าไปด้วย

 

Q : ถ้าเบี้ยประกันชีวิตสูงเกินไป ควรลดความคุ้มครอง หรือลดระยะเวลาในการคุ้มครอง ?

A : หากพบว่าเบี้ยประกันชีวิตสูงเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้และได้คำนวณความคุ้มครองที่เหมาะสมแล้ว การปรับแผนควรเน้นไปที่การลดระยะเวลาคุ้มครองก่อนลดความคุ้มครองที่มี เพราะการลดความคุ้มครองอาจทำให้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ หรือทดแทนรายได้ตามที่ครอบครัวต้องการ จึงควรให้ความสำคัญกับความพอเพียงของแผนความคุ้มครองในช่วงที่ภาระสูงที่สุดเป็นหลัก