Date  
13th October 2025

Table of Content

● การตรวจ MRI คืออะไร ราคาเท่าไร ?

● เครื่องตรวจ MRI มีหลักการทำงานอย่างไร ?

    ○ สร้างสนามแม่เหล็กแรงสูง

    ○ ส่งคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Pulse) เข้าไปกระตุ้น

    ○ โปรตอนปล่อยสัญญาณกลับ (Relaxation)

    ○ คอมพิวเตอร์ประมวลผลสัญญาณ

    ○ แสดงผลเป็นภาพที่แพทย์ใช้วินิจฉัย

● MRI ใช้ตรวจอะไร ? บอกโรคใดได้บ้าง ?

    ○ ระบบประสาทและสมอง

    ○ กระดูก กล้ามเนื้อ และข้อ

    ○ ช่องท้องและอวัยวะภายใน

    ○ อวัยวะสืบพันธุ์

● ก่อนตรวจ MRI ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

    ○ แจ้งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโลหะหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกาย

    ○ ถอดเครื่องประดับและสิ่งของโลหะทุกชนิด

    ○ การงดอาหารก่อนตรวจ

    ○ หากกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งให้แพทย์ได้ทราบ

    ○ ทำใจให้ผ่อนคลายและงดการเคลื่อนไหว

    ○ ข้อควรระวังในการตรวจ MRI 

  

การตรวจทางการแพทย์ด้วย MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีความซับซ้อน ช่วยให้ค้นพบรอยโรคที่ซ่อนอยู่ หรือเห็นความผิดปกติของร่างกายได้อย่างชัดเจน เพื่อที่แพทย์จะได้วางแนวทางการรักษาได้อย่างทันท่วงที

 

การตรวจ MRI คืออะไร ราคาเท่าไร ?

 

การตรวจ MRI หรือ Magnetic Resonance Imaging คือเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีความแม่นยำสูง โดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Field) คลื่นวิทยุ (Radio Waves) และคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพตัดขวางของอวัยวะ เส้นประสาท เนื้อเยื่ออ่อน และโครงสร้างต่าง ๆ ภายในร่างกายได้แบบสามมิติ (3D) ซึ่งอัตราค่าตรวจแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตรวจและโรงพยาบาลที่ไปใช้บริการ ซึ่งค่าใช้จ่ายมักจะอยู่ในช่วงราคาโดยประมาณ ดังนี้

 

● 8,000-25,000 บาท หากตรวจเฉพาะตำแหน่ง

● 25,000-40,000 บาท หากตรวจหลายส่วนหรือใช้สารเพิ่มความคมชัด (Contrast)

 

เครื่องตรวจ MRI มีหลักการทำงานอย่างไร ?

การทำงานของเครื่อง MRI แบ่งออกเป็นลำดับขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

 

1. สร้างสนามแม่เหล็กแรงสูง

เครื่อง MRI จะสร้างสนามแม่เหล็กกำลังสูงล้อมรอบร่างกายผู้ป่วย สนามแม่เหล็กนี้มีผลทำให้โมเลกุลของน้ำและโปรตอนภายในร่างกายเรียงตัวในทิศทางเดียวกัน

 

2. ส่งคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Pulse) เข้าไปกระตุ้น

เมื่อโปรตอนถูกจัดเรียงตัวแล้ว เครื่องจะส่งคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้น ทำให้โปรตอนในร่างกายเกิดการสั่นและสะสมพลังงานไว้ชั่วคราว

 

3. โปรตอนปล่อยสัญญาณกลับ (Relaxation)

เมื่อหยุดการกระตุ้น โปรตอนจะค่อย ๆ ปล่อยพลังงานกลับคืนออกมาในรูปของสัญญาณแม่เหล็ก คลื่นสัญญาณในแต่ละเนื้อเยื่อ ไม่ว่าจะเป็นสมอง กล้ามเนื้อ หรือไขมัน จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถแยกอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

 

4. คอมพิวเตอร์ประมวลผลสัญญาณ

เครื่อง MRI จะรับสัญญาณที่เกิดขึ้นจากทุกทิศทางแล้วประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ขั้นสูง จากนั้นจะแปลงสัญญาณให้เป็นภาพตัดขวาง 2 มิติ หรือสร้างภาพ 3 มิติที่ละเอียดมาก สามารถเห็นเนื้อเยื่ออ่อน เส้นประสาท และความผิดปกติภายในได้อย่างชัดเจน

 

5. แสดงผลเป็นภาพที่แพทย์ใช้วินิจฉัย

ภาพ MRI ที่ได้มีความละเอียดสูงกว่าการตรวจแบบ X-ray หรือ CT Scan ทำให้ตรวจพบรอยโรค เนื้องอก หรือความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

 

MRI ใช้ตรวจอะไร ? บอกโรคใดได้บ้าง ?

ด้วยประสิทธิภาพของเครื่อง MRI สามารถสร้างภาพที่ละเอียดเป็นพิเศษ เหมาะกับโรคที่ต้องการเห็นเนื้อเยื่ออ่อนและโครงสร้างภายในที่ซับซ้อน เช่น

 

ระบบประสาทและสมอง

● เนื้องอกสมอง

● เส้นเลือดสมองตีบหรือแตก

● ภาวะสมองเสื่อม

● อาการชักเรื้อรัง

 

กระดูก กล้ามเนื้อ และข้อ

● หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

● เอ็นฉีก กล้ามเนื้อบาดเจ็บ

● ข้ออักเสบหรือเสื่อม

● การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

 

ช่องท้องและอวัยวะภายใน

● ตับ ไต ม้าม ตับอ่อน

● ความผิดปกติของถุงน้ำดี ท่อน้ำดี

● เนื้องอกและซีสต์ต่าง ๆ

● มะเร็งระยะเริ่มต้นหลายชนิด

 

อวัยวะสืบพันธุ์

● มะเร็งต่อมลูกหมาก

● มะเร็งปากมดลูก รังไข่ หรือมดลูก

● ช็อกโกแลตซีสต์ (Endometriosis)

  

 

ก่อนตรวจ MRI ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

 

เนื่องจากการตรวจ MRI เป็นการใช้สนามแม่เหล็กกำลังสูง ก่อนการตรวจจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัย และช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้

 

1. แจ้งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโลหะหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกาย

 

อุปกรณ์บางอย่างไม่สามารถนำเข้าห้อง MRI ได้ เช่น

● เครื่องกระตุ้นหัวใจ Pacemaker

● คลิปโลหะในสมอง

● ขดลวดโลหะ (Stent)

● ข้อต่อเทียม

● เศษโลหะจากอุบัติเหตุ

เพราะสนามแม่เหล็กอาจดึงโลหะหรือรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ จึงต้องแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทุกครั้งก่อนตรวจ

  

2. ถอดเครื่องประดับและสิ่งของโลหะทุกชนิด

 

เนื่องจากสนามแม่เหล็กสามารถดูดโลหะได้ จึงจำเป็นต้องถอดแหวน สร้อยคอ ต่างหู กำไล นาฬิกา เข็มกลัด กิ๊บติดผม รวมถึงบัตรที่มีแถบแม่เหล็ก เพื่อความปลอดภัยและป้องกันสัญญาณรบกวนภาพ

 

3. การงดอาหารก่อนตรวจ

หากมีการใช้สารเพิ่มความชัดเจน (Contrast) แพทย์อาจให้งดอาหารประมาณ 4-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตรวจและคำแนะนำของสถานพยาบาลแต่ละแห่ง

 

4. หากกำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

แม้การตรวจ MRI จะไม่มีรังสี แต่ในบางกรณีแพทย์จะหลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

 

5. ทำใจให้ผ่อนคลายและงดการเคลื่อนไหว

การตรวจ MRI ใช้เวลาค่อนข้างนาน ประมาณ 30-60 นาที และต้องนอนนิ่งตลอดการตรวจเพื่อให้ภาพที่คมชัด หากขยับแม้เพียงเล็กน้อย ภาพจะเบลอและอาจต้องตรวจใหม่

 

ข้อควรระวังในการตรวจ MRI

 

ถึงแม้การตรวจ MRI จะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีข้อควรระวัง ดังนี้

● ห้ามใช้กับผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจบางรุ่น หรือมีโลหะในร่างกายที่ไม่สามารถทนต่อสนามแม่เหล็ก

● ผู้ที่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรกควรเลี่ยงการตรวจ MRI

● ผู้แพ้สารเพิ่มความชัดเจน (Contrast) ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง

● ผู้ป่วยต้องนอนนิ่งตลอดการตรวจ ไม่เช่นนั้นภาพอาจไม่ชัดเจน

 

ถึงแม้ว่าการตรวจ MRI จะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง การเตรียมความพร้อมสำหรับการวินิจฉัยและรักษาโรคร้ายแรง อย่างเช่นการทำประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดอย่างทันท่วงที

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพเหมาจ่าย PRUMhao Mhao Double Sure จากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพ เจ็บป่วยไม่ต้องใช้เงินเก็บ สมัครง่าย ๆ ผ่านทางออนไลน์เลย

 

สนใจซื้อประกันสุขภาพ กับพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต คลิกเลย

 

หมายเหตุ

● ความคุ้มครองขึ้นกับแผนประกันภัยที่เลือก

● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

ข้อมูลอ้างอิง

Magnetic Resonance Imaging (MRI)

MRI Scans

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ MRI

 

การตรวจ MRI คืออะไรอันตรายหรือไม่ ?

MRI คือการตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพอวัยวะภายใน โดยไม่มีการใช้รังสีเอกซ์ จึงปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอุปกรณ์โลหะฝังในร่างกายบางชนิด เช่น Pacemaker หรือคลิปโลหะในสมอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจทุกครั้ง

 

การตรวจ MRI ใช้เวลานานเท่าไร ?

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที แต่หากต้องตรวจหลายตำแหน่งหรือใช้สารเพิ่มความชัดเจน (Contrast) อาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย ผู้ป่วยต้องอยู่ในท่านอนนิ่งตลอดการตรวจเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจน

 

ทำไมต้องตรวจ MRI แทนการตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ ?

MRI เหมาะสำหรับตรวจเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง เส้นประสาท ไขสันหลัง หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อ ตับ ไต และอวัยวะภายในหลายชนิด เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น เนื้องอก ความผิดปกติของสมอง หรือภาวะอักเสบที่ CT Scan อาจตรวจพบได้ไม่ชัดเจน

 

การตรวจ MRI ต่างจาก CT Scan อย่างไร ?

MRI ต่างจาก CT Scan เนื่องจาก MRI ใช้สนามแม่เหล็ก เหมาะกับการตรวจเนื้อเยื่ออ่อน ให้รายละเอียดภาพที่คมชัดสูง และไม่มีรังสี ขณะที่ CT Scan ใช้รังสีเอกซ์ เหมาะกับการตรวจภาวะฉุกเฉิน การบาดเจ็บ และกระดูก อีกทั้งการตรวจ MRI ยังจะใช้เวลานานกว่าและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ให้ข้อมูลที่ละเอียดมากกว่าในหลายกรณี