Date  
6th April 2026

Key takeaway

การส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลานไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการมอบของขวัญ แต่คือการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อลดภาระทางภาษีและป้องกันความขัดแย้งในอนาคต ดังนั้น ทุกคนจึงต้องวางแผนมรดกและภาษีมรดกอย่างรอบคอบ ผ่านการทำพินัยกรรมและการจัดเตรียมสภาพคล่องเพื่อชำระภาษีส่วนเกิน 100 ล้านบาทที่อาจเกิดขึ้น เครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความนิยมคือการทำประกันชีวิตรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยจัดเตรียมเงินสดสำหรับการบริหารจัดการมรดก เช่น เงินประกันชีวิตอาจไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้รับประโยชน์ได้รับเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดการมรดกของศาล ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดูแลครอบครัวและส่งต่อความตั้งใจที่ดีให้แก่คนข้างหลังได้อย่างเหมาะสม

 

Table of Content

● ขั้นตอนการวางแผนมรดก เริ่มต้นวันนี้เพื่อวันที่หมดห่วง

● รู้จักภาษีมรดกกันให้มากขึ้น เพื่อส่งมอบทรัพย์สินให้ถึงมือลูกหลานอย่างครบถ้วน

● เจาะลึกการทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดก เครื่องมือสร้างความอุ่นใจที่จับต้องได้

● ส่งต่อรักอย่างยั่งยืน ด้วยหลักประกันที่มั่นคง

● คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนมรดกและภาษีมรดก (FAQs)

  

บ่อยครั้งที่เราทุ่มเททำงานหนักเพื่อสร้างฐานะ เก็บออมเงินทองและซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้มากมาย เพียงเพราะหวังลึก ๆ ว่า สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่ลูกหลานในวันที่เราไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขาแล้ว แต่ในความเป็นจริง การส่งต่อมรดกไม่ได้ง่ายเหมือนแค่การมอบกุญแจบ้านหรือสมุดบัญชี เพราะหากขาดการวางแผนมรดกและภาษีมรดก ทรัพย์สินเหล่านั้นอาจกลายเป็นภาระที่สร้างความลำบากใจให้แก่คนที่คุณรักได้ ทั้งปัญหาเรื่องภาษีที่สูงลิ่ว หรือความขัดแย้งในครอบครัวที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

 

ขั้นตอนการวางแผนมรดก เริ่มต้นวันนี้

 

การเริ่มต้นวางแผนส่งมอบความมั่งคั่งอย่างรอบคอบจะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพรวมต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น หากว่าใครยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน เรามี 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ทุกคนทำตามได้มาฝากกัน

 

ขั้นตอนที่ 1 สำรวจสินทรัพย์และหนี้สิน

 

ลองสละเวลาสักนิดเพื่อรวบรวมรายการทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หุ้น เงินฝาก หรือแม้แต่ของสะสมที่มีค่าทางจิตใจ รวมถึงสรุปยอดหนี้สินที่ยังค้างอยู่ เพื่อให้คุณรู้ว่ามรดกสุทธิที่แท้จริงที่จะส่งต่อให้ลูกหลานนั้นมีมูลค่าเท่าไรกันแน่ ข้อมูลนี้จะเป็นฐานสำคัญในการประเมินว่าทายาทจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้างในวันที่รับช่วงต่อ

 

ขั้นตอนที่ 2 ทำพินัยกรรมให้ชัดเจน

 

การทำพินัยกรรมไม่ใช่เรื่องลางร้าย แต่คือการระบุเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่สุดเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งในครอบครัวในภายหลัง เป็นการรักษาความสัมพันธ์ของคนที่คุณรักให้ยังคงแน่นแฟ้น เพราะเจตนารมณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรจะช่วยลดการตีความที่ผิดพลาดและการโต้แย้งภายในครอบครัวและระหว่างเครือญาติได้เป็นอย่างดี

 

เตรียมพร้อมเรื่องภาษีมรดก

 

ในกรณีที่ทรัพย์สินมีมูลค่าสูง การวางแผนเรื่องภาษีมรดกก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้ทายาทมีสภาพคล่องและมีเงินเพียงพอที่จัดการทรัพย์สินที่ได้รับ โดยไม่ต้องรีบร้อนขายทรัพย์สินที่รัก เพียงเพื่อนำเงินมาจ่ายภาษีให้ทันตามกำหนดเวลาของกฎหมาย

 

รู้จักภาษีมรดกกันให้มากขึ้น เพื่อส่งมอบทรัพย์สินให้ถึงมือลูกหลานอย่างครบถ้วน

 

หลายคนอาจกังวลว่ามรดกที่ทิ้งไว้จะโดนหักภาษีไปเท่าไร การเข้าใจเกณฑ์การวางแผนมรดก และภาษีมรดกจะช่วยให้คุณบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ได้ดีขึ้น และช่วยให้ทรัพย์สินที่คุณสร้างมาตกถึงมือลูกหลานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

เกณฑ์การจัดเก็บภาษีมรดก

 

ปัจจุบัน กฎหมายไทยกำหนดให้ผู้รับมรดกมีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกสำหรับมูลค่าทรัพย์สินที่ตนได้รับในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท โดยจัดเก็บในอัตรา 5% ในกรณีผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และ 10% สำหรับผู้รับซึ่งเป็นบุคคลอื่น ทั้งนี้ ทรัพย์สินที่นำมาคำนวณภาษีรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และเงินฝาก

 

ทรัพย์สินที่ต้องระวัง

 

ในกรณีที่เป็นเงินสด ทายาทที่ได้รับมรดกสามารถหักเงินไปจ่ายภาษีได้ แต่หากว่าเป็นสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่อง แต่มีมูลค่าสูง อย่างที่ดินหรือหุ้นในบริษัท อาจจะทำให้ไม่สามารถนำเงินสดมาจ่ายภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนดได้เช่นกัน

 

ข้อยกเว้นที่ควรใช้

 

ในกรณีที่มีเงินสดและต้องการจัดสรรเพื่อส่งต่อให้ทายาท การทำประกันชีวิตเพื่อกำหนดผู้รับประโยชน์เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ใช้ประกอบการวางแผนมรดกได้ เนื่องจากโดยหลักกฎหมาย เงินค่าสินไหมทดแทนจากประกันชีวิตที่บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญา เมื่อเกิดกรณีเสียชีวิต อาจไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้เป็นผลจากความสัมพันธ์ตามสัญญาประกันภัยระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย จึงช่วยให้ผู้รับประโยชน์ได้รับเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์โดยตรง

 

  

เจาะลึกการทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดก เครื่องมือสร้างความอุ่นใจที่จับต้องได้

 

ในการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญ หลายคนอาจสงสัยว่า "การทำประกันชีวิตเพื่อการวางแผนส่งต่อมรดกแตกต่างจากประกันชีวิตทั่วไปอย่างไร ?" คำตอบคือ ประกันชีวิตทั่วไปมักเน้นความคุ้มครองชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อรองรับความเสี่ยงในช่วงที่ภาระเยอะ เช่น หนี้บ้านหรือทุนการศึกษาลูก แต่สำหรับประกันเพื่อส่งต่อมรดกจะเน้นการสร้างเงินสดก้อนใหญ่ที่มีความคุ้มครองยาวนานจนถึงบั้นปลายชีวิต เช่น อายุ 90 หรือ 99 ปี เพื่อการันตีว่าไม่ว่าเราจะจากไปเมื่อไหร่ เงินก้อนนี้จะส่งถึงมือทายาทแน่นอน 100% ซึ่งการทำประกันชีวิตเพื่อเป็นเงินสำรองให้ทายาทคือหนึ่งในเครื่องมือยอดนิยม โดยมีประเภทที่น่าสนใจดังนี้

 

ประเภทของแผนประกันชีวิตเพื่อการส่งต่อทรัพย์สิน

 

● ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) เน้นความคุ้มครองยาวนาน มักคุ้มครองถึงอายุ 90 หรือ 99 ปี เบี้ยประกันภัยคงที่ เหมาะสำหรับการสร้างกองมรดกเงินสดก้อนใหญ่ทิ้งไว้ให้ลูกหลานโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทายาทจะมีเงินก้อนแน่นอนเมื่อถึงวันที่เราจากไป

● ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Unit-Linked) เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นผ่านกองทุนรวม มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนจำนวนเงินเอาประกันภัยตามช่วงชีวิต เหมาะกับคนที่ต้องการทั้งแผนการส่งต่อทรัพย์สินที่ปรับเปลี่ยนได้และการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว

● ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) แม้จะเน้นการออมเงินตามกำหนดเวลา แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันก่อนครบสัญญา ทายาทก็จะได้รับเงินก้อนตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ เหมาะกับคนที่อยากเตรียมเงินก้อนในวาระสำคัญ เช่น ทุนการศึกษาของลูกหลาน

 

ข้อดีข้อเสียของประกันชีวิตเพื่อการวางแผนส่งต่อมรดก

 

ข้อดี

● ส่งต่อทรัพย์สิน เมื่อกรมธรรม์มีผลบังคับตามกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยสามารถกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยเพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ครอบครัวได้

● รวดเร็วและไม่ยุ่งยาก เงินก้อนจะส่งถึงมือผู้รับประโยชน์โดยตรง ซึ่งอาจช่วยลดขั้นตอนในการจัดการมรดกตามกฎหมาย

● สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินค่าสินไหมทดแทนจากประกันชีวิตจะจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญา ไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกและไม่อยู่ในบังคับภาษีการรับมรดก

 

ข้อเสียที่ต้องทำความเข้าใจ

● ภาระผูกพันระยะยาว ต้องมีวินัยในการชำระเบี้ยประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองคงอยู่ตลอดไป

● ปัจจัยด้านสุขภาพ สุขภาพเป็นตัวกำหนดการรับประกันและอัตราเบี้ยฯ การเริ่มทำตั้งแต่วันที่ร่างกายแข็งแรงจึงเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุด

 

H2: ส่งต่อรักอย่างยั่งยืน ด้วยหลักประกันที่มั่นคง

 

ความปรารถนาดีที่เรามีให้คนข้างหลัง เมื่อมาพร้อมกับการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการทำพินัยกรรมควบคู่ไปกับการเลือกแผนประกันภัยที่เหมาะสม คือวิธีส่งต่อความมั่งคั่งที่นุ่มนวลและเด็ดขาดที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกหยาดเหงื่อที่คุณสร้างมาจะปกป้องคนที่คุณรักได้จริง

 

ประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดก จากพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสร้างกองมรดกเงินสดได้ตามเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น สำหรับใช้เป็นทุนการศึกษาของลูก ๆ เพื่อการชำระภาษีมรดกแทนทายาท หรือเพื่อเป็นทุนตั้งต้นชีวิตให้กับคนรุ่นหลัง แผนประกันชีวิตของเราสมัครง่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ และพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเพื่อดูแลคนที่คุณรักให้ดีที่สุด เพราะเราเชื่อว่า "อนาคตที่มั่นคงของลูกหลาน" คือของขวัญที่มีค่าที่สุดที่คุณจะมอบให้ได้ตั้งแต่วันนี้

 

สนใจซื้อประกันออนไลน์กับพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต คลิกเลย

 

หมายเหตุ

● ความคุ้มครองขึ้นอยู่กับแผนประกันภัยที่เลือก

● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

ข้อมูลอ้างอิง

“วางแผนมรดกไปทำไม? จำเป็นด้วยเหรอ?”

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนมรดกและภาษีมรดก (FAQs)

 

Q: การสร้างมรดกผ่านประกันชีวิตควรทำไหม และควรทำในกรณีใดบ้าง ?

A: หากเป้าหมายคือการเตรียมเงินสดไว้เพื่อดูแลครอบครัวในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน การทำประกันชีวิตเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถใช้ประกอบการวางแผนได้ เพราะบริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาเมื่อเกิดกรณีเสียชีวิต นอกจากนี้เงินค่าสินไหมทดแทนจะไม่อยู่ในบังคับภาษีการรับมรดก แนะนำว่าควรเริ่มทำประกันในช่วงที่มีรายได้และสุขภาพแข็งแรง

 

Q: ใครที่เหมาะกับการทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อความมั่นคงให้คนข้างหลัง ?

A: จริง ๆ แล้วเหมาะกับทุกคนที่เป็นเสาหลักของบ้าน โดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัวที่มีภาระดูแลลูกหรือพ่อแม่ เจ้าของธุรกิจที่อยากแยกเงินส่วนตัวไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานโดยไม่ปะปนกับความเสี่ยงของธุรกิจ รวมถึงผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงและต้องการเตรียมสภาพคล่องไว้สำหรับการบริหารจัดการมรดกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

Q: ผลประโยชน์จากประกันชีวิตต้องเสียภาษีไหม ?

A: ไม่ต้องเสียภาษีมรดก เพราะตามกฎหมายไทย เงินสินไหมทดแทนที่ได้จากการประกันชีวิตไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่เป็นมรดก แต่เป็นเงินที่บริษัทฯ จ่ายให้ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาที่ระบุไว้โดยตรง ลูกหลานจึงได้รับเงินก้อนนี้ไปเต็ม ๆ แบบไม่ต้องหักภาษี

 

Q: จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสมในการทำประกันชีวิตเพื่อเป็นมรดกให้คนข้างหลังควรอยู่ที่เท่าไร ?

A: ลองคำนวณง่าย ๆ จากสูตรด้านล่างนี้

● ยอดหนี้สินทั้งหมดที่ยังมีอยู่ + ภาษีมรดกที่ทายาทอาจต้องจ่ายจากทรัพย์สินอื่น ๆ + เงินสำรองเพื่อให้ครอบครัวใช้ชีวิตต่อได้อีก 3-5 ปี

ยอดรวมที่ได้จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่า ควรเตรียมเงินไว้ให้คนที่คุณรักประมาณเท่าไหร่ถึงจะอุ่นใจที่สุด

 

Q: ถ้าทำพินัยกรรมไว้แล้ว ยังจำเป็นต้องทำประกันชีวิตอีกหรือไม่ ?

A: ยังจำเป็น เพราะพินัยกรรมทำหน้าที่สั่งการว่า "ใครจะได้อะไร" แต่การทำประกันชีวิตคือการเตรียมเงินสดไว้ให้ทายาทใช้จัดการมรดกเหล่านั้น เช่น ถ้ายกบ้านให้ลูก แต่ลูกไม่มีเงินสดไปเสียภาษีมรดกหรือค่าธรรมเนียมโอน เงินก้อนจากประกันชีวิตจะเข้ามาช่วยให้ลูกรับมรดกชิ้นนั้นได้ง่ายขึ้นและไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใคร

 

Q: หากว่าการทำประกันชีวิตทั่วไปแตกต่างจากการทำประกันเพื่อส่งมอบมรดก ควรทำประกันชีวิตเพื่อส่งมอบมรดกเพิ่มหรือไม่ ?

A: ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย หากกรมธรรม์เดิมที่คุณมีเน้นการออมเงินระยะสั้น หรือเน้นความคุ้มครองรายได้ที่มีวันหมดอายุสัญญา เช่น คุ้มครองถึงอายุ 60 ปี เงินก้อนนั้นอาจถูกนำมาใช้จ่ายจนหมดก่อนจะถึงมือทายาท แต่การทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดกจะเป็นการล็อกวงเงินก้อนใหญ่ไว้เพื่อส่งต่อให้คนที่เรารักโดยเฉพาะ เพราะมีความคุ้มครองที่ยาวนานจนถึงบั้นปลายชีวิต จึงเป็นหลักประกันที่ชัวร์กว่าว่าจะมีเงินสดส่งถึงครอบครัวในวันที่เราไม่อยู่แน่นอน ไม่ว่าจะจากไปในช่วงอายุใดก็ตาม