Date  
3rd November 2025

Key takeaway

โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่หากบริโภคมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ไตวาย และโรคหัวใจ โดยปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา และเพียง 1,500 มิลลิกรัมสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยโซเดียมแฝงอยู่ในอาหารหลากหลาย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา และอาหารแปรรูป การลดโซเดียมสามารถทำได้จากพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น เลือกอาหารสดมากกว่าอาหารแปรรูป อ่านฉลากโภชนาการ ชิมก่อนปรุง และดื่มน้ำให้เพียงพอ

 

Table of Content

● โซเดียมคืออะไร และต่างจาก "เกลือ" อย่างไร ?

● ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันคือเท่าไหร่ ?

● หากร่างกายได้รับโซเดียมมากไปมีผลเสียอะไรต่อสุขภาพบ้าง ?

● เช็กกันหน่อย เรากินโซเดียมมากเกินไปหรือไม่ ?

● วิธีลดโซเดียมที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

● เสริมเกราะสุขภาพด้วยประกันโรคร้ายแรง เจอ จ่าย จบ

● คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการบริโภคโซเดียม

 

ในชีวิตประจำวัน โซเดียมซ่อนอยู่แทบทุกเมนูที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารตามสั่ง อาหารสำเร็จรูป ของหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือแม้แต่น้ำอัดลมบางชนิด หลายคนอาจคิดว่า "กินเค็มนิดเดียวคงไม่เป็นไร" แต่ความจริงแล้ว การได้รับโซเดียมต่อวันมากเกินไปอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ทั้งยังทำให้ไตทำงานหนัก เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยเฉพาะคนไทยซึ่งเฉลี่ยแล้วบริโภคโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวัน ตามที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ถึง 2-3 เท่า

 

โซเดียมคืออะไร และต่างจาก "เกลือ" อย่างไร ?

 

หลายคนคิดว่าโซเดียมคือเกลือ แต่จริง ๆ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเข้าใจความต่างนี้สำคัญมาก เพราะแม้คุณจะไม่ได้เติมเกลือเพิ่มในอาหาร แต่ยังอาจได้รับโซเดียมสูงจากอาหารอื่นอยู่ดี

 

1.1 โซเดียมคืออะไร ?

 

โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่สำคัญ เช่น

● ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย

● ช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัว

● ส่งสัญญาณประสาท

 

อย่างไรก็ตาม ร่างกายคนเราไม่สามารถรับมือกับโซเดียมส่วนเกินได้ดี ทำให้ไตต้องทำงานหนักในการขับออก และหากได้รับมาก ๆ ต่อเนื่อง จะกลายเป็นภาระระยะยาวที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพตามมา

 

โซเดียมกับเกลือต่างกันอย่างไร ?

 

เกลือ เกิดจากสารเคมีที่ชื่อว่า Sodium Chloride (NaCl) ซึ่งมีโซเดียมอยู่ประมาณ 40%

ดังนั้น

● เกลือ 1 ช้อนชา (ประมาณ 5 กรัม) จะเท่ากับโซเดียมประมาณ 2,000 มิลลิกรัม

นอกจากนั้น แม้จะไม่ได้เติมเกลือในอาหาร ก็อาจได้รับโซเดียมจาก

● น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส

● แฮม ไส้กรอก ลูกชิ้น

● อาหารกระป๋อง

● บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

● อาหารฟาสต์ฟู้ด

 

ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่ “ไม่ชอบกินเค็ม” ก็ยังมีโอกาสได้รับโซเดียมเกินได้

  

   

ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันคือเท่าไหร่ ?

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า แล้วเราควรกินโซเดียมวันละเท่าไหร่ รวมถึงปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันควรอยู่ที่ระดับใด ?

  

ควรกินโซเดียมวันละเท่าไหร่ วันหนึ่งควรกินเกลือกี่กรัม ?

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับการกินเกลือเพียง 1 ช้อนชา หรือประมาณ 5 กรัม (รวมทุกแหล่งอาหาร) โดยไม่ใช่เฉพาะเกลือที่โรยเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงโซเดียมที่แฝงอยู่ในอาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วน ซอสปรุงรส และอาหารแปรรูปต่าง ๆ ด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้จะไม่กินอาหารรสจัด คนส่วนใหญ่ก็ยังได้รับโซเดียมเกินเกณฑ์โดยไม่รู้ตัว

 

คนเป็นความดันโลหิตสูงควรลดโซเดียมเท่าไหร่ ?

 

สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงต่อหัวใจและไตจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ โดยควรจำกัดปริมาณโซเดียมให้ไม่เกิน 1,500 มก./วัน หรือเทียบเท่ากับเกลือ ⅔ ช้อนชา

การลดโซเดียมต่อวันลงจาก 2,000 มก. มาเหลือ 1,500 มก./วัน สามารถลดค่าความดันและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้

 

หากร่างกายได้รับโซเดียมมากไปมีผลเสียอะไรต่อสุขภาพบ้าง ?

 

ผลเสียของโซเดียมไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเท่านั้น แต่คนวัยทำงานและวัยรุ่นก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะหากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบ ดังนี้

 

เพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูง

 

โซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลเวียนเพิ่ม ความดันสูงขึ้นทันทีที่บริโภคเกินปริมาณ

 

เพิ่มภาระของไต

 

ไตมีหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออก หากต้องทำงานหนักต่อเนื่องหลายปี โอกาสเกิดภาวะไตเสื่อม หรือไตวายเรื้อรังจะสูงขึ้น

 

เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

ความดันสูงเรื้อรังจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวหรืออุดตัน นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมองได้

 

เสี่ยงบวมน้ำจากการกักเก็บน้ำในร่างกาย

 

หน้าบวม เท้าบวม หรือรู้สึกแน่นตัว เกิดจากการที่ร่างกายกักเก็บน้ำมากเกินหลังรับโซเดียมสูง

 

กระตุ้นโรคกระเพาะอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร

 

อาหารหมักดองและเค็มจัด มักมีโซเดียมสูงร่วมกับสารไนเตรต ทำให้เยื่อบุกระเพาะระคายเคืองและอาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งในระยะยาวได้

 

เช็กกันหน่อย เรากินโซเดียมมากเกินไปหรือไม่ ?

 

หลายคนคิดว่าตัวเองไม่ได้กินเค็ม แต่พอเช็กอาหารที่ตัวเองกินแล้วกลับพบว่า ได้รับโซเดียมเกินเกณฑ์อย่างไม่รู้ตัว เพราะอาหารทั่วไปมักมีโซเดียมสูงกว่าที่คิดเอาไว้มาก

 

ตัวอย่างโซเดียมในเมนูยอดนิยม

● บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง = 1,200-1,800 มก.

● น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ = 1,300 มก.

● ซุปก้อน 1 ก้อน = 900-1,200 มก.

● เฟรนช์ฟรายส์ขนาดกลาง = 400-500 มก.

● ข้าวผัดหรือผัดกะเพรา = 900-1,500 มก.

และด้วยปริมาณโซเดียมที่แฝงอยู่ในอาหารหลากหลายประเภท ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยได้รับโซเดียมต่อวันมากกว่าเกณฑ์ 2-3 เท่าต่อวันเลยทีเดียว

 

  

วิธีลดปริมาณโซเดียมต่อวันที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

การลดโซเดียมต่อวันไม่จำเป็นต้องลงมือทำแบบสุดโต่ง แต่สามารถเริ่มได้จากพฤติกรรมง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น

 

เลือกอาหารปรุงสดมากกว่าอาหารแปรรูป

 

ควรเลือกทานอาหารปรุงสดมากกว่าอาหารแปรรูป เพราะอาหารที่ปรุงสดจะใช้เกลือในการปรุงน้อยกว่าอาหารแปรรูปและไม่มีสารกันเสียหรือผงปรุงรสที่เพิ่มโซเดียมโดยไม่รู้ตัว

 

งดปรุงเพิ่ม หรือเลือกสูตรลดโซเดียม

 

เพื่อลดปริมาณโซเดียมควรทานอาหารแบบไม่ปรุงเพิ่ม เพราะอาหารที่ทำสำเร็จมานั้นมีการใส่เครื่องปรุงมาแล้ว นอกจากนี้ หากทำอาหารทานเองอาจเลือกใช้ซอสสูตรลดโซเดียม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณได้ถึง 25-50% ทีเดียว ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ยังอยากได้รสชาติแต่กังวลเรื่องสุขภาพ

 

อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ

 

ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารควรสังเกตปริมาณโซเดียมจากฉลากโภชนาการทุกครั้ง โดยเกณฑ์ที่แนะนำคือผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียม ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม เพราะอาหารแปรรูปส่วนใหญ่มีผงปรุงรสหรือซอสที่ใส่โซเดียมมากอยู่แล้ว การอ่านฉลากจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงเกินจำเป็น และช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น

 

ชิมก่อนปรุงเพิ่ม

 

หลายคนมีนิสัยเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสต่าง ๆ ลงในอาหารทันทีที่เสิร์ฟ แม้ยังไม่ได้ชิมรส ซึ่งทำให้ปริมาณโซเดียมเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น การชิมก่อนปรุงช่วยให้รู้รสชาติจริงของอาหาร และลดการใช้เครื่องปรุงลงได้มาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องควบคุมโซเดียมแต่ยังอยากทานอาหารรสกลมกล่อม

 

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

 

การดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงต่ออาการบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง และภาระที่ไตต้องทำงานหนักขึ้น โดยทั่วไปแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว หรือปรับตามสภาพอากาศและกิจกรรมในแต่ละวัน

 

เสริมเกราะสุขภาพด้วยประกันโรคร้ายแรง เจอ จ่าย จบ

 

แม้ว่าการลดโซเดียมต่อวันจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดัน หัวใจ และไตได้ก็จริง แต่ในชีวิตจริง เราไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด โรคร้ายแรงหลายชนิดเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและสร้างภาระค่าใช้จ่ายสูง การเตรียมแผนคุ้มครองไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของทั้งตัวคุณและครอบครัว

 

ขอแนะนำประกันโรคร้ายแรง เจอ จ่าย จบ PRUCritical Care จาก พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุม 4 โรคร้ายแรงสำคัญที่คนไทยมีความเสี่ยงสูง

 

จุดเด่นของประกันโรคร้ายแรง PRUCritical Care

● คุ้มครอง 4 โรคร้ายแรงยอดฮิตที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายสูง ได้แก่ หัวใจวายเฉียบพลัน, หลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน, ไตวายเรื้อรัง และภาวะโคม่า

● เจอ จ่าย จบ รับเงินก้อนทันทีเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเงื่อนไขโรคร้ายแรง ไม่ต้องรอระยะยาว

● ความคุ้มครองสูง แต่ค่าเบี้ยฯ เข้าถึงง่าย เหมาะกับคนวัยทำงาน

● ซื้อออนไลน์ง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพไม่กี่ข้อ

วางแผนล่วงหน้าด้านสุขภาพ ลดภาระการเงินของครอบครัวด้วยประกันโรคร้ายแรง เจอ จ่าย จบ

  

หมายเหตุ

● ความคุ้มครองขึ้นกับแผนประกันภัยที่เลือก

● เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด

● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

ข้อมูลอ้างอิง

Sodium reduction

Salt in your diet

6 วิธีเลี่ยงโซเดียม ลดบวม ลดอ้วน ลดโรค

เช็กโซเดียม ใน 1 วัน ต้องไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

  

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการบริโภคโซเดียม

   

คนเป็นความดันควรลดโซเดียมเท่าไหร่ ?

A: ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างเคร่งครัด เนื่องจากโซเดียมส่วนเกินจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้นได้ทันที นอกจากลดโซเดียมแล้วควรควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดอาหารมันจัดและเค็มจัด รวมถึงติดตามค่าความดันอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจล้มเหลว หรือโรคไตเรื้อรัง

 

ถ้ากินโซเดียมมากในมื้อเดียว ร่างกายจะเป็นอะไรไหม ?

A: การกินโซเดียมมากในมื้อเดียวอาจทำให้ร่างกายเกิดอาการบวม กระหายน้ำมาก หรือรู้สึกแน่นตัว เพราะโซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น นอกจากนี้ความดันโลหิตอาจขึ้นชั่วคราวได้ด้วย แม้อาการมักหายไปเอง แต่ถ้าเกิดแบบนี้บ่อย ๆ จะเพิ่มความเสี่ยงความดันสูงเรื้อรังในระยะยาว

 

ใช้น้ำปลา Low Sodium ทุกวันดีหรือไม่ ?

A: น้ำปลา Low Sodium ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำปลาปกติ เพราะมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าใช้ได้ไม่จำกัด เนื่องจากยังมีโซเดียมอยู่พอสมควร จึงควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ควรชดเชยด้วยการปรุงให้เค็มขึ้นกว่าเดิม

 

น้ำดื่มชนิดต่าง ๆ มีโซเดียมไหม ?

A: น้ำดื่มทั่วไปมักมีโซเดียมอยู่ในระดับต่ำมากจนแทบไม่มีผลต่อร่างกาย แต่หากเป็นน้ำแร่บางยี่ห้อจะมีโซเดียมสูงกว่าแบบธรรมดา ผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียมควรอ่านฉลากโภชนาการให้ดีก่อนเลือกซื้อน้ำดื่มแต่ละประเภท

 

เครื่องดื่มอัดลมไม่เค็ม แต่มีโซเดียมจริงไหม ?

A: แม้เครื่องดื่มอัดลมจะไม่ได้มีรสเค็ม แต่หลายยี่ห้อมีโซเดียมผสมอยู่เพื่อปรับรสชาติและความกลมกล่อม ดังนั้นจึงควรสังเกตฉลากโภชนาการก่อนเลือกดื่ม โดยเฉพาะคนที่ต้องควบคุมโซเดียมในแต่ละวัน

 

หากออกกำลังกายหนัก สามารถรับโซเดียมเพิ่มได้มากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ ?

A: คนที่ออกกำลังกายหนักหรือมีเหงื่อออกมากมักต้องการโซเดียมเพิ่มเพื่อทดแทนที่เสียไปในเหงื่อ แต่การเพิ่มโซเดียมควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นักโภชนาการ หรือเทรนเนอร์ที่มีความรู้ ไม่ควรเพิ่มเองแบบไม่มีข้อมูล เพราะอาจทำให้ได้รับโซเดียมเกินจำเป็นได้